กฎเหล็กแห่งความร่ำรวย 10 ประการ จากวอร์เรน บัฟเฟตต์

post Image

ปรับขนาดตัวอักษร
โหมดถนอมสายตา

นักลงทุนน้อยคนที่จะไม่รู้จักวอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยจากการเข้าซื้อกิจการอย่างชาญฉลาด

เรามักจะเห็นหนังสือที่เขียนถึงตัวเขา วิธีการลงทุนของเขา และประวัติในการลงทุนของเขา วางแผงอยู่ทั่วไป

แต่รู้มั้ยว่าปู่บัฟเฟตต์ไม่เคยเขียนหนังสือของตัวเองเลยแม้สักเล่ม...

มีหนังสือเล่มหนึ่งที่เรียกได้ว่าคุ้มค่ากับการติดตามมาก หนังสือบอกเล่าเกี่ยวกับชีวประวัติของบัฟเฟตต์อย่างละเอียดในชื่อ “The Snowball” ซึ่งเขียนโดย Alice Schroeder

ถ้าใครอ่าน The Snowball จะยิ่งเข้าใจในชีวิตของบัฟเฟตต์มากขึ้น (ปัจจุบันมีแปลไทย 2 เล่มหนาๆ ถ้าใครสนใจลองหาอ่านกันได้)

Alice Schoroeder เป็นนักเขียนที่ขึ้นชื่อว่ารู้เรื่องราวของวอร์เรน บัฟเฟตต์มากที่สุด เพราะเรื่องราวในหนังสือก็มาจากการที่เธอไปนั่งสัมภาษณ์ปู่บัฟเฟตต์อย่างละเอียดนั่นแหละ

ครั้งหนึ่งเธอเคยมีบทความตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Parade Magazine ในปี 2008 ชื่อบทความคือ..

"10 Ways to Get Rich - Warren Buffett's Secrets that Can Work for You"

กฎเหล็ก 10 ประการแห่งความร่ำรวย – ความลับของบัฟเฟตต์ที่สามารถช่วยคุณได้

โดยเป็นแนวคิดที่อลิซตกผลึกความคิดได้จากการทำงานของเธอ และนี่ก็คือกฎเหล็ก 10 ประการของบัฟเฟตต์ที่ปั้นเงินช่วยสรุปมาให้ฟัง

...

1. นำกำไรกลับไปลงทุน

ผลตอบแทนของการลงทุนโดยส่วนมากจะอยู่ในรูปแบบของดอกเบี้ย เงินปันผล หรือ Capital Gain ซึ่งในแต่ละปีเรามีโอกาสจะได้เห็นเงินลงทุนของเราเพิ่มขึ้น

แต่เมื่อเงินปันผลหรือดอกเบี้ยโอนเข้าบัญชีแล้ว ไม่ควรถอนมันออกจากบัญชีเพื่อใช้จ่าย ควรนำมันกลับไปลงทุนต่อเรื่อยๆเพื่อให้เกิดการทบต้นของผลตอบแทน

เงินก้อนเล็กจะกลายมาเป็นความมั่งคั่งที่ยิ่งใหญ่ได้ด้วยผลตอบแทนทบต้นนี่แหละ

...

2. พยายามคิดให้ต่างจากคนอื่นในตลาด

ในวันที่บัฟเฟตต์เริ่มบริหารเงินด้วยเงิน 100,000 เหรียญโดยรวมเงินจากนักลงทุนเพียงไม่กี่คน เขาบริหารเงินทั้งหมดอยู่ที่ Omaha ไม่ใช่ใน Wall Street เหมือนนักลงทุนทั่วไป และไม่บอกพ่อแม่ด้วยว่านำเงินไปลงทุนที่ไหน

มีหลายคนพนันว่าบัฟเฟตต์จะล้มเหลวในการลงทุน แต่เมื่อเขาสรุปผลดำเนินงานและปิดห้างหุ้นส่วนในอีก 14 ปีต่อมา

เงินก้อนนั้นกลับเพิ่มมูลค่าเป็น 100 ล้านเหรียญ ปิดปากนกกาที่เคยสงสัยในตัวของเขาได้อย่างสง่างาม

แทนที่จะวัดผลและติดตามคนอื่นๆในตลาด เขาจะมองหาการลงทุนที่คุ้มค่าและสามารถเอาชนะค่าเฉลี่ยได้ สำหรับบัฟเฟตต์แล้ว “ค่าเฉลี่ย” ก็คือสิ่งที่คนทั่วไปทำกัน สิ่งที่เขาต้องทำมีเพียงการอยู่เหนือค่าเฉลี่ยให้ได้

และต้องประเมินตัวเอง “ตามมาตรฐานของตน ไม่ใช่มาตรฐานของคนทั่วไปบนโลก”

...

3. อย่าเอาแต่นั่งดูดนิ้วโป้ง

เราต้องมีข้อมูลที่ต้องการไว้ในมือเพื่อพร้อมสำหรับการตัดสินใจเสมอ รวมทั้งสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากคนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้แน่ใจว่าการตัดสินใจนั้นเป็นทางเลือกที่ดีในช่วงเวลานั้น

บัฟเฟตต์มีความภูมิใจในตนเองสูงเกี่ยวกับเรื่องการตัดสินใจลงมือทำอย่างรวดเร็ว เขาเรียกกริยาที่ชักช้าและคิดเล็กคิดน้อยว่า “เอาแต่นั่งดูดนิ้วโป้ง”

เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนยื่นเสนอทางธุรกิจหรือการลงทุนให้ เขาจะไม่พูดอะไรจนกว่าอีกฝ่ายจะพูดเรื่องราคาขึ้นมา

คำตอบของเขาจะออกมาทันทีในจังหวะนั้น เพราะเขามีข้อมูลและการตัดสินใจเบื้องต้นในหัวอยู่แล้ว

...

4. รู้จักต่อรองให้ได้ประโยชน์สูงสุด

การเจรจาต่อรองที่ดีที่สุดควรจะเกิดขึ้นก่อนที่เราจะเริ่มงาน เพราะนั่นคือเวลาที่เรามีอะไรบางอย่างจะเสนอให้อีกฝ่ายมีความต้องการเกิดขึ้น

บัฟเฟตต์ได้รับบทเรียนเรื่องการต่อรองเมื่อตอนที่เป็นเด็ก

ในวันหนึ่งหลังจากพายุหิมะสงบลง คุณปู่ของเขาวานให้ตัวเขากับเพื่อนขุดหิมะออกจากร้านค้าของครอบครัว เด็กชายบัฟเฟตต์ใช้เวลากว่าห้าชั่วโมงในการขุดจนมือของเขาแทบจะแข็ง..

แต่ปู่เออร์เนสกลับตบรางวัลเพียง 90 เซนต์ให้กลุ่มเด็กน้อยไปแบ่งกัน ทำให้บัฟเฟตต์ฝังใจกับการทำงานหลังขดหลังแข็งเพื่อได้รับเงินรายชั่วโมงเพียงไม่กี่ตังค์

เขาจึงตกลงรายละเอียดเกี่ยวกับสัญญาและข้อตกลงอย่างละเอียดในเบื้องต้น และทำอย่างนี้กับทุกคนไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือคนในครอบครัวก็ตาม

...

5. ระวังค่าใช้จ่ายยิบย่อย

บัฟเฟตต์ชอบกิจการที่ดำเนินงานโดยคนที่มีความละเอียดและให้ความสำคัญกับเรื่องค่าใช้จ่ายยิบย่อย

ครั้งหนึ่งเขาเคยครอบครองบริษัทที่เจ้าของเดิมเข้าไปนับสต็อคด้วยตนเอง นับแม้กระทั่งม้วนกระดาษทิชชู่ในห้องน้ำเพื่อตรวจสอบว่าเขาโดนโกงหรือไม่

เพราะค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อย หากสามารถมันลดลงไปได้ นั่นหมายถึงเงินออมที่เพิ่มขึ้น

...

6. ใช้วงเงินกู้อย่างมีลิมิต

การใช้บัตรเครดิตหรือเงินสินเชื่อส่วนบุคคลไม่ได้ทำให้เรารวยขึ้นได้ บัฟเฟตต์ได้รับจดหมายจากผู้คนมากมายที่เขียนบอกว่า พวกเขาเคยคิดว่าเงินกู้ยืมนั้นสามารถควบคุมได้ไม่ยาก แต่เอาเข้าจริงแล้วตัวเองกลับจมอยู่ในกองหนี้สินโดยไม่รู้ตัว

บัฟเฟตต์แนะนำว่า ถ้าชีวิตในตอนนี้เป็นหนี้อยู่ให้ลองต่อรองกับเจ้าหนี้เท่าที่สามารถต่อรองได้ และเมื่อปราศจากหนี้สินเมื่อไหร่ ให้เริ่มออมเงินและลงทุนให้เร็วที่สุด

ดังนั้นอย่าสร้างหนี้เกินความจำเป็น ถ้าไม่จำเป็นจริงๆก็อย่ามีหนี้ดีกว่า

...

7. อดทนและดื้อรั้นอย่างชาญฉลาด

ความดื้อรั้นอย่างชาญฉลาดจะช่วยสร้างโอกาสชนะให้กับเราได้มากขึ้น

ครั้งหนึ่งในปี 1983 บัฟเฟตต์เคยเข้าซื้อบริษัทค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ Nebraska Furniture Mart เนื่องจากเขาชื่นชอบในวิธีการบริหารงานของ โรส บลัมกิ้น ผู้ก่อตั้ง

โรสเป็นผู้อพยพชาวรัสเซีย เธอสร้างร้านค้าขึ้นมาด้วยตัวเอง โดยเปลี่ยนจากโรงรับจำนำเก่าๆให้กลายเป็นบริษัทค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ

เธอเป็นนักเจรจาต่อรองผู้ไร้ความปราณี กลยุทธ์ของเธอคือการขายตัดราคารายใหญ่

สำหรับวอร์เรน บัฟเฟตต์แล้ว โรสเป็นตัวแทนของนักสู้ผู้กล้าหาญที่ตัวตนของเธอทำให้เธอกลายเป็นผู้ชนะเหนือคู่แข่งรายอื่น

...

8. รู้ว่าจังหวะไหนควรหลีกเลี่ยง

สมัยที่บัฟเฟตต์ยังเป็นวัยรุ่น เขาเคยเข้าไปแทงพนันม้าที่สนามแข่ง แต่เขาแพ้พนันครั้งแล้วครั้งเล่า

พอเสียเงินก็ลงเดิมพันให้หนักกว่าเดิม และแพ้ทุกครั้งจนแทบจะไม่เหลืออะไรให้เสีย นั่นทำให้เขารู้สึกแย่มาก เพราะเขาสูญเสียรายได้จากการทำงานเกือบทั้งสัปดาห์ไป

บัฟเฟตต์จะไม่ทำพลาดซ้ำอีก เพราะเขารู้วิธีหลีกเลี่ยงหนทางที่มีโอกาสเสียเงินสูง และพยายามปิดกั้นความวิตกกังวลที่จะกลับมาหลอกหลอนให้เขาทำพลาดอีกครั้ง

...

9. ประเมินความเสี่ยงก่อนเข้าลงทุน

ในปี 1995 นายจ้างของลูกชายบัฟเฟตต์ (โฮเวิร์ต วอร์เรน บัฟเฟตต์) ถูก FBI กล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการกำหนดราคาซื้อขายซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

บัฟเฟตต์ให้ลูกชายลองประเมินสถานการณ์ด้วยตนเอง โดยให้นึกถึงเหตุการณ์ที่แย่และเลวร้ายที่สุดหากเขายังทำงานต่อไปในที่แห่งนี้

โฮวีย์คิดได้ทันทีว่า ไม่มีข้อดีอะไรเลยหากเขายังอยู่ที่บริษัทแห่งนี้ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจลาออกในวันรุ่งขึ้น

เราควรมีคำถามว่า “แล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป?” กับตัวเองอยู่เสมอ เพราะมันจะช่วยให้เรามองเห็นผลกระทบของทุกสิ่งที่เป็นไปได้ และสามารถช่วยให้เราได้คำตอบที่ดีที่สุดออกมาในสถานการณ์ที่เราต้องตัดสินใจอย่างยากลำบาก

...

10. รู้ว่าความสำเร็จของตนเอง หมายถึงอะไร

หลายคนบอกว่าบัฟเฟตต์คือนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จที่สุด แต่สำหรับเขาแล้วความมั่งคั่งไม่ได้เป็นตัววัดความสำเร็จของเขา

ในปี 2006 เขาตั้งใจจะมอบทรัพย์สมบัติทั้งหมด ให้แก่องค์กรการกุศล และไม่คิดจะสร้างอนุเสารีย์ของตัวเอง เขาปฏิเสธโครงการห้องโถงหรืออาคารที่จะตั้งชื่อว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์ ทั้งหมด

“เมื่อพวกคุณอายุเท่าผม คุณจะรู้ว่าความสำเร็จในชีวิตของหลายคน คือ การได้รับความรักจากคนที่คุณรัก และเขารักคุณจริงๆ นั่นคือบททดสอบว่าที่ผ่านมาคุณใช้ชีวิตอย่างไร”

ความสำเร็จของทุกคนไม่ได้วัดได้ด้วยตัวเงิน ไม่ได้วัดจากหน้าที่การงาน ต่างคนต่างมีนิยามความสำเร็จต่างกัน ไปหานิยามความสำเร็จของตัวเองให้เจอ จะได้รู้ถึงความหมายของสิ่งที่เราจะทำ

เพื่อชีวิตวันนี้ และในอนาคต

...

และทั้งหมดก็คือบทเรียนจากชีวิตของวอร์เรน บัฟเฟตต์

ปั้นเงิน

#นายปั้นเงิน #ARTISANMONEY

ที่มา https://www.facebook.com/artisanmoney/posts/2036327559817768?__tn__=K-R

 

Top View

xclose