อับราฮัม ลินคอห์น (Abraham Lincoln)

post Image


ลินคอห์น คือผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำที่เก่งที่สุดคนหนึ่ง
ของประเทศสหรัฐอเมริกา ทว่ากว่าที่จะมีชื่อเสียงอย่างทุกวันนี้ได้ เขาต้อง
ผ่านอะไรมานักต่อนัก ในสมัยวัยรุ่นเขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำในการออกรบ
ในศึกสงคราม แต่ต้องกลับมาในตำแหน่งที่เหลือเพียงแค่นายทหารเท่านั้น แต่นั่นก็
ไม่ได้ทำให้เขาย่อท้อต่อชะตาชีวิตแม้เพียงนิดเดียว ซึ่งเขาก็พยายามดิ้นรนต่อสู้อย่างหนัก 
จนก้าวขึ้นมายืนในตำแหน่งประธานาธิบดีได้สำเร็จ

อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln)

ทำลายความด้อยโอกาสด้วยประสบการณ์และความใฝ่รู้
อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) 
เกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1809
(ค.ศ.1809-1865) รวมอายุ 56 ปี

ประเทศสหรัฐอเมริกามีประธานาธิบดีเป็นผู้นำสูงสุดในการบริหารประเทศ ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้จึงต้องเป็นผู้ที่มากด้วยความรู้ความสามารถ แน่นอนว่าการศึกษามีส่วนสำคัญยิ่งในการหล่อหลอมความรู้ความสามารถเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม อดีตประธานาธิบดีคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกากลับมิได้เป็นผู้ที่มีประวัติทางการศึกษาดีนัก ตั้งแต่เยาว์วัยเขาไปโรงเรียนแทบจะนับครั้งไม่ได้ แต่ท้ายที่สุดเขาผู้นั้นกลับก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 16 แห่งสหรัฐอเมริกาอย่างสง่างาม และเป็นหนึ่งในประธานาธิบดีคนสำคัญที่ชาวอเมริกายังคงยกย่องสรรเสริญมาจนถึงทุกวันนี้ เขาผู้นั้นคือ ประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น ผู้สร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ให้แก่สหรัฐอเมริกาด้วยการปลดปล่อยทาสจน

อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) เกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1809 ณ รัฐเคนตักกี สหรัฐอเมริกา เป็นบุตรชายคนที่สองในครอบครัวชาวนาที่มีฐานะยากจนมาก ถึงขนาดที่แม้แต่ที่พักอาศัยก็ยังเป็นเพียงกระท่อมซึ่งสร้างจากไม้ซุงที่มีประตูหนึ่งบานและปล่องไฟอันเดียวเท่านั้น อับราฮัม ลินคอล์นอาศัยอยู่ในกระท่อมอันคับแคบหลังนี้กับบิดาชื่อโทมัส ลินคอล์น มารดา และพี่สาวที่อายุมากกว่าราวสองปี

แม้จะมีฐานะยากจนอยู่แล้ว แต่ก็ต้องนับว่าชีวิตในวัยเด็กของเขา อาจลำบากยากแค้นยิ่งกว่าเด็กยากจนทั่วๆไป เพราะบิดาของเขาเป็นเกษตรกรที่ทำการเกษตรไม่ใคร่ประสบผลสำเร็จนัก ทำให้ต้องย้ายครอบครัวโยกย้ายที่ทำมาหากินครั้งใหญ่ไปยังรัฐอินเดียนา (Indiana) ซึ่งเป็นรัฐใหม่ของอเมริกาในเวลานั้น การเดินทางครั้งนี้ทุลักทุเลและลำบากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อครอบครัวต้องข้ามแม่น้ำโอไฮโอ ซึ่งเป็นแม่น้ำสายใหญ่ด้วยแพชั่วคราวที่โทมัส บิดาของเขาเป็นผู้ต่อขึ้นเอ

ชีวิตที่ยังข้นแค้นที่รัฐอินเดียนา

เมื่อครอบครัวลินคอล์นตั้งถิ่นฐานในที่ใหม่แล้ว สมาชิกในครอบครัวก็ต้องเริ่มทำงานของตนเองทันทีแม้แต่อับราฮัมน้อยที่มีอายุได้เพียง 8 ขวบก็ต้องใช้ขวานตัดซุงเพื่อช่วยบิดาสร้างบ้านโดยไม่มีข้อยกเว้น ชีวิตในวัยเยาว์ของอับราฮัม ลินคอล์นต้องขลุกอยู่กับการช่วยงานในไร่ของบิดาอยู่ตลอดเวลา เคราะห์ซ้ำกรรมซัดเมื่อย้ายมาที่อินเดียนาได้ไม่นาน มารดาของเขาก็ป่วยและเสียชีวิตในขณะที่อับราฮัมมีอายุได้เพียง 9 ขวบเท่านั้น ยังความเศร้าโศกเสียใจให้แก่ครอบครัวลินคอล์นยิ่งนัก

ชีวิตในครัวเรือนของครอบครัวชาวนาอเมริกาสมัยนั้น ส่วนใหญ่ผู้ชายจะเป็นผู้ออกไปทำงานนอกบ้าน ส่วนผู้หญิง โดยเฉพาะภรรยาจะเป็นผู้จัดการดูแลความเรียบร้อยภายในบ้านทั้งหมด เมื่อมารดาของอับราฮัมเสียชีวิต พี่สาวของเขาซึ่งมีอายุได้เพียง 11 ปีจึงต้องทำงานทั้งหมดนั้นแทนมารดา แต่กระนั้นก็เป็นการยากที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเพิ่งจะสูญเสียมารดาไป จะสามารถจัดการงานในบ้านทั้งหมดให้เรียบร้อยได้ดังที่เคยเป็นมา โทมัส บิดาของอับราฮัมจึงต้องหาภรรยาใหม่ ในที่สุดเขาก็ได้รู้จักและแต่งงานใหม่กับ นางซาราห์ บุช จอห์นสตัน(Sarah Bush Johnston) ซึ่งเป็นหญิงม่ายเช่นเดียวกัน โดยนางซาราห์มีลูกติดจากสามีนก่อน 3 คน

ร้การศึกษา แต่ก็ไม่หยุดที่จะใฝ่ความรู

นับเป็นโชคดีอย่างเหลือเชื่อของอับราฮัมและพี่สาว เนื่องจากซาราห์ แม่เลี้ยงคนใหม่ของพวกเขาเป็นสตรีที่มีจิตใจอ่อนโยน เธอมีความเมตตาให้แก่ลูกเลี้ยงทั้งสองไม่ต่างจากลูกแท้ๆ ของเธอ โดยเฉพาะกับอับราฮัมนั้น ปรากฏว่าซาราห์รู้สึกเอ็นดูและถูกชะตามากเป็นพิเศษ เพราะเขาเป็นเด็กขยัน ไม่เลี่ยงงาน มีความซื่อสัตย์ ไม่เคยพูดปดที่สำคัญยังเป็นเด็กที่แสดงออกว่ารักการอ่านมากเป็นพิเศษซึ่งพ้องกับนิสัยจองซาราห์เองที่ชอบอ่านหนังสือมากเช่นกัน

ในสมัยนั้น เป็นการยากที่เด็กครอบครัวชาวไร่ชาวนาฐานะยากจนจะได้รับการศึกษา เพราะนอกจากจะไม่มีเงินเรียนแล้ว ยังต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการช่วยงานในไร่นาของครอบครัวอีกด้วย เช่นเดียวกับครอบครัวลินคอล์น ที่โทมัสผู้เป็นบิดาซึ่งเป็นคนไม่มีการศึกษาและทำแต่งานที่ต้องใช้แรงงานมาตลอดชีวิตไม่เห็นว่าการไปโรงเรียนจะมีประโยชน์ต่อไร่นาของเขาตรงไหน โทมัส ลินคอล์นจึงไม่เคยสนับสนุนการศึกษาของลูกๆ ซ้ำยังขัดขวางอย่างเต็มกำลัง เขาเห็นว่าลูกๆ โดยเฉพาะอับราฮัมซึ่งเป็นลูกชายควรจะอยู่บ้านเพื่อช่วยบุกเบิกงานในไร่มากกว่า นั้นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้อับราฮัม ลินคอล์นไม่มีโอกาสเข้าศึกษาในโรงเรียนมากนัก เวลาส่วนใหญ่ในวัยเยาว์ของเขาหมดไปกับการช่วยพ่อทำไร่ทำนา ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้เพราะเป็นคำสั่งของพ่อซึ่งการฝ่าฝืนหมายถึงการลงโทษที่จะตามมา ดังนั้น เมื่อนับรวมๆกันแล้วอับราฮัม ลินคอล์นมีโอกาสเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนเพียงประมานปีการศึกษาเดียวเท่านั้น

อับราฮัมเป็นเด็กที่ไม่ดื้อแต่เขาก็ไม่เห็นด้วยเลยกับความคิดของพ่อตอนที่แม่แท้ๆ ของเขายังมีชีวิตอยู่ นางได้สอนให้อับราฮัมอ่านเขียนจนเขาสามารถรู้หนังสือตั้งแต่ยังเล็ก ครั้นนางซาราห์ แม่เลี้ยงคนใหม่ก้าวเข้าสู่ครอบครัว นางซาราห์ก็สนับสนุนและสอนให้อับราฮัมรักการอ่านหนังสือต่อไป การอ่านหนังสือช่วยเปิดโลกกว้างให้แก่อับราฮัม ทำให้เขาหลุดพ้นจากความจำเจอันน่าเบื่อหน่ายในไร่นาและความทุกข์ที่ได้รับการทำโทษของผู้เป็นพ่อ ยิ่งไปกว่านั้นหนังสือยังได้สร้างแรงบัลดาลใจและทำให้เด็กยากจนอย่างเขากล้าฝันถึงอนาคตอันสดใสที่รออยู่นอกไร่นาของผู้เป็นพ่อ

ในสมัยที่อับราฮัมยังเด็กนั้น หนังสือถือเป็นของหายากและมีราคาแพงโดยเฉพาะสำหรับคนด้อยฐานะอย่างเขา หนังสือเล่มเดียวทีมีอยู่ในบ้านคือ คัมภีร์ไบเบิล ซึ่งอับราฮัมอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่อย่างนั้น และเมื่อใดก็ตามที่เขารู้ว่าที่ไหนมีหนังสือให้อ่าน ไม่ว่าต้องเดือนเท้าไปหาเจ้าของหนังสือเป็นระยาไกลสักเท่าใด อับราฮัมก็จะเดินทางไปเพื่อขอยืมหนังสือเล่มนั้นมาอ่านจนได้ เมื่อได้หนังสือมาเขาก็จะอ่านอย่างตั้งใจและอ่านซ้ำไปมาอย่างกระหายใคร่รู้ หนังสือสำคัญๆ ที่อับราฮัมมีโอกาสได้อ่านนอกจากคัมภีร์ไบเบิลแล้วก็เช่น วรรณกรรมสำคัญอย่าง โรบินสัน ครูโซประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา อัตชีวประวัติของยอร์จ วอชิงตันประธานาธิบดีคนแรกผู้เป็นเรี่ยวแรงหลักในการก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นต้น ซึ่งอับราฮัมจะพกเอาหนังสือติดตัวไปอ่านด้วยแทบทุกที่ ไม่เว้นแม้แต่ยามที่ต้องออกไปทำงานหนักในไร่ และท้ายที่สุดแล้วการอ่านหนังสือดีๆ เหล่านี้ จะค่อยๆ หล่อหลอมจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งให้แก่อับราฮัม และทำให้เขากลายเป็นบุคคลคุณภาพผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคต แม่ว่าจะแทบไม่ได้เรียนหนังสือในโรงเรียนเลยก็ตาม

แสวงหาประสอบการณ์เพื่อค้นหาชีวิต

ถ้าอับราฮัม ลินคอล์นมิไช่คนรักการอ่าน เขาอาจไม่มีแรงบัลดาลใจ หรือความกล้าหาญมากพอที่จะผลักดันตนเองไปสู่ประสบการณ์ใหม่ๆ และก็คงจะต้องทำงานเป็นชาวไร่ชาวนาตามที่ผู้เป็นพ่อได้กำหนดไว้อย่างมิอาจเลี่ยงได้ หากเป็นเช่นนั้นก็คงไม่มีชื่อของ อับราฮัม ลินคอล์น อยู่ในทำเนียบประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และพลเมืองชาวอเมริกันที่มีชีวิตดีขึ้นจากคุณูปการของเขาในเวลาต่อมาก็อาจจะยังต้องใช้ชีวิตที่ขมขื่นกันต่อไป ซึ่งได้ปรากฏในเวลาต่อมาว่า อับราฮัม ลินคอล์น มีพลังผลักดันอันยิ่งใหญ่ซึ่งมากพอที่จะทำให้เขากล้าขัดขืนและเดินออกนอกเส้นทางที่โทมัส ผู้เป็นพ่อพยายามขีดเส้นไว้ให้โดยไม่ลังเล ในวัย 22 ปี อับราฮัม ลินคอล์นก็ยุติชีวิตชาวไร่ชาวนาของตนไว้เพียงเท่านั้นแล้วเก็บข้าวของส่วนตัวรวมทั้งเงินสะสมที่มีอยู่ไม่มากนักออกเดินทางเพื่อไปแสวงหาหนทางทำมาหากินยังที่แห่งใหม่ซึ่งเขาคาดว่าน่าจะมาอนาคตที่ดีกว่ารออยู่ เขาเดินทางไปถึงเมืองนิวซาเล็ม (New Salem) ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ในรัฐอิลลินอยส์(lllinois) และลงท้ายก็ได้ทำงานเป็นพนักงานในร้านขายของชำในเมืองแห่งนั้น

ร้านขายของชำที่อับราฮัมทำงานอยู่นั้นเปรียบเสมือนศูนย์กลางของเมืองนิวซาเล็มเลยก็ว่าได้ เพราะไม่มีใคร ยากดีมีจนอย่างไรต่างก็ต้องมาซื้อหาของจากร้านแห่งนี้กันทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้อับราฮัมจึงได้พบปะกับคนหลายระดับ ตั้งแต่อันธพาลประจำเมือง ชาวบ้านร้านตลาด ไปจนกระทั่งบุคคลชั้นสูง อับราฮัมไม่ชอบพวกอันธพาลแต่เขาก็ใช้ความแข็งแกร่งและพละกำลังที่ได้รับจากการเป็นชาวไร่ชาวนาสยบคนเหล่านั้นเสียอยู่หมัด ส่วนลูกค้าและชาวเมืองคนอื่นๆ ที่มีโอกาสโอภาปราศรัยกับเขานั้นต่างก็ชอบพออับราฮัมกันทุกคน เนื่องจากภายใต้บุคลิกที่ดูสุภาพและเคร่งขรึมนั้น เนื้อแท้แล้วอับราฮัม ลินคอล์นเป็นคู่สนทนาที่สนุกและร่ำรวยอารมณ์ขัน เขาสามารถสรรหาเรื่องสนุกๆ มาเล่นให้ลูกค้าฟังได้ตลอดและมีลักษณ์การใช้คำพูดที่คมคายชวนฟังอันเป็นเสน่ห์เฉพาะตัว เพียงในเวลาไม่นานอับราฮัมก็กลายเป็นขวัญใจของชาวเมืองแห่งนั้นไปเสียแล้ว ไม่เว้นแต่พวกชนชั้นสูงและมีการศึกษา ไม่ว่าจะเป็น แพทย์ อาจารย์ มนายความ หรือ เจ้าของธุรกิจผู้ร่ำรวยต่างก็ยินดีที่จะหยิบยื่นไมตรีให้แก่เขา

กระโจนสู่เส้นทางสายการเมือ

ในสังคมที่เมืองนิวซาล็ม มีความต่างจากสังคมชาวนาที่ อับราฮัมจากมา โดยเฉพาะในร้านขายของชำที่เขาทำงานอยู่ ที่ไร่นาของพ่อคงไม่มีอะไรพูดกันมากไปกว่าเรื่องฟ้าฝนหรือผลิตผลที่ข้นแค้น แต่ที่นี่ผู้คนส่วนใหญ่นิยมคุยกันเรื่องคนเมือง อับราฮัม ลินคอล์น เองก็เริ่มซึมซับเรื่องเหล่านี้เข้าสู่ตนเองนับจากนั้น และเขาเริ่มมองเห็นความน่าสนใจจากเส้นทางสายการเมืองนี้ ใน ค.ศ.1832 ท่ามกลางแรงยุและสนับสนุนจากเพื่อนฝูงที่ผู้คนที่นิยมชมชอบในตัวเขา อับราฮัม ลินคอล์นจึงตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งเข้าเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐอิลลินอยส์ แต่ในปีนั้นเขาก็ต้องไปเป็นอาสาสมัครของทหารเพื่อต่อสู้กับอินเดียแดงด้วย ทำให้ไม่ค่อยได้หาเสียงอย่างเต็มที่ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อับราฮัมต้องแพ้การเลือกตั้งในครั้งนั้นไป อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งในครั้งแรกนี้ก็ทำให้ชื่อของเขาเป็นที่อยู่จักในวงที่กว้างขึ้น เพราะนอกจากผู้คนจะนิยมชมชอบในความมีอัธยาศัยไมตรีของเขาแล้ว ก็ยังพอกันชื่นชมในความขยันและซื่อสัตย์ของเขาอีกด้วย

อีกสองปีต่อมา อับราฮัม ลินคอล์น ในวัย 25 ปีก็ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งอิลลินอยส์อีกเป็นครั้งที่ 2 ครั้งนี้เขาประสิบความสำเร็จได้รับเลือกตั้ง ขณะเดียวกันเพื่อนผู้เป็นทนายความคนหนึ่งของอับราฮัมก็ได้แนะนำให้เขาไปศึกษาต่อด้านกฎหมายเพิ่มเติม อับราฮัมเห็นด้วยกับความคิดนี้ แต่เพราะตัวเขาเองไม่มีเงินทองมากนัก หากจะศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมก็มีทางเลือกเดียวก็คือต้องเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านทางการอ่าน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาทำเสมอมาตั้งแต่ยังเล็ก และอับราฮัม ลินคอล์นก็ไม่รอช้า เขาขวนวายหาตำราทางกฎหมายมาอ่านด้วยการยืมจากเพื่อนบ้าง หรือหาซื้อตำราที่ขายทิ้งราคาแสนถูกบ้างมาอ่านและศึกษาด้วยตนเองอย่างเอาจริงเอาจัง เขาทำเช่นนี้อยู่ราว 3 ปี จนสอบผ่านและสามารถประกอบอาชีพทนายความได้ จากนั้นอับราฮัม ลินคอล์นในวัย 28 ปี ก็เดินทางไปยังเมืองสปริงฟิลด์ (Springfield) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐอิลลินอยส์ เพื่อทำงานเป้นทนายความในสำนักงานกฎหมายของเพื่อนโดยได้เข้าเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนของสำนักงานกฎหมายแห่งนี้ด้วย

ที่เมืองสปริงฟิลด์ หน้าที่การงานและฐานะของอับราฮัมดีขึ้นโดยลำดับ เขามีโอกาสได้เข้าไปคลุกคลีกับบุคคลชั้นสูงบ่อยครั้งและโอกาสเหล่านี้ได้ชักนำให้อับราฮัมได้รู้จักกับบุตรสาวจากตระกูลเศรษฐีนามว่า แมรี แอนน์ ทอดด์ (Mary Ann Todd) ทั้งสองมีใจให้กันแต่บิดามารดาของแมรี แอนน์ ทอดด์พยายามขัดขวางเพราะรังเกียจในพื้นเพที่ต่ำต้อยของอับราฮัม อย่างไรก็ตามสุดท้ายทั้งคู่ก็ได้เข้าพิธีแต่งงานกันในวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ.1842 ขณะที่อับราฮัม ลินคอล์นมีอายุ 33 ปี และแมรี่ แอนน์ ทอดด์อายุ 24 ปี

ความสำเร็จของ อับราฮัม ลินคอล์น

ชีวิตของอับราฮัม ลินคอล์น หลังจากนี้ต้องเรียกว่าเป็นขาขึ้นของการเข้าสู่ถนนสานการเมือง ด้วยบุคลิกที่สง่างาม มีความซื่อสัตย์ไว้ใจได้ และที่สำคัญอับราฮัมเป็นผู้ที่มีวาทศิลป์เป็นเลิศ ถ้อยคำที่เขาเลือกมากล่าวล้วนทรงพลังและสร้างความประทับใจให้แก่ผู้คนเสมอใน พ.ศ.1849 ลินคอล์นได้รับการเลือกตั้งเข้าสู่สภาคองเกรส ในช่วงเวลานั้นปัญหาการถ้าทาสที่เรื้อรังมานานตั้งแต่สมัยเริ่มก่อตั้งประเทศก็ดูจะร้อนแรงขึ้นทุกขณะ ความเห็นที่แตกต่างราวกับจะแยกอเมริกาออกเป็นสองประเทศคืออเมริกาฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ โดยฝ่ายเหนือนั้นสนับสนุนให้ยกเลิกระบบทาส ในขณะที่ฝ่ายใต้ซึ่งนายทุนส่วนใหญ่มีรายได้เป็นกอบเป็นกำมาจาการทำเกษตรกรรมด้วยแรงงานทาสได้เรียกร้องให้คงระบบนี้ไว้ พวกหัวรุนแรงของทั้งสองฝ่ายต่างเริ่มใช้กำลังสนับสนุนความต้องการของฝ่ายตน และแผ่นดินอเมริกากำลังจะลุกเป็นไฟ

ทาสส่วนใหญ่ที่ถูกนำมาขายในสหรัฐอเมริกาคือคนผิวดำที่ถูกนายทุนที่ทำธุรกิจค้ามนุษย์นำมาจากทวีปแอฟริกาเพื่อเอามาขายให้แก่นายทุนในอเมริกาอีกทอดหนึ่ง การซื้อขายทาสในเวลานั้นไม่ต่างกับการซื้อขายสัตว์หรือสินค้าไร้ชีวิตอื่นๆ พวกนายทุนจะไม่สนว่าคนเหล่านี้มาจากไหน มีครอบครัวมาด้วยหรือไม่ หากเขาพอใจและเห็นว่าทาสคนใดน่าจะมีประโยชน์ต่อตนก็จะซื้อทาสคนนั้นมาเป็นสมบัตรของตนเอง หลายครั้งสามีกับภรรยาถูกแยกจากกัน และอีกหลายต่อหลายครั้งที่พ่อแม่ และลูกไม่มีโอกาสได้พบกันอีกเลยจนตลอดชีวิต อย่างไรก็ตาม ความทุกข์ของทาสนี้จะยังไม่หมดสิ้น เมื่อพวกเขาถูกซื้อไปแล้ว ส่วนใหญ่มักได้รับการปฏิบัติจากเจ้านายราวกับมิใช่มนุษย์ เป็นแค่สัตว์ หรือบางครั้งสัตว์ลี้ยงในไร่อย่างม้าก็ยังได้รับการเลี้ยงดูที่ดีกว่า พวกนายทุนที่ทำการค้าทาสต่างร่ำรวยไปตามๆ กันเช่นเดียวกับเจ้าของทาสทั้งหลายที่กินอิ่มนอนหลับอยู่บนความทุกข์ตรมขมขื่นของคนเป็นทาสเหล่านั้น ความทารุณโหดร้านที่พวกทาสได้รับจากนายทุนนี่เองที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเลือกร้องให้มีการยกเลิกระบบทาสในอเมริกา

อับราฮัม ลินคอล์น ได้รับการยกย่องจากปราชญ์ทางภาษามากในเรื่องของการใช้วาทศิลป์ สุนทรพจน์ของเขาทั้งคมคายและจับจิตจับใจผู้ฟัง และเป็นหนึ่งในคุณสมบัติสำคัญที่ผลักดันเขาไปสู่ความสำเร็จในชีวิต จนทุกวันนี้ก็ยังมีการหยิบยกคำพูดของอับราฮัม ลินคอล์นมาอ้างถึงอยู่เสมอ

หลายคนเมื่อได้รู้ว่าอับราฮัม ลินคอล์นแทบไม่ได้เข้าเรียนในโรงเรียนก็มักจะพากันแปลกใจ เพราะแม้แต่คนที่มีการศึกษาดีก็ยังคิดและพูดอย่างเขาไม่ได้ แต่สำหรับอับราฮัม ลินคอล์นเองแล้ว เขาเคยกล่าวไว้ในทำนองว่า เหตุที่เขาใช้คำพูดได้ดีนั้น เห็นจะเป็นเพราะการอ่านคัมภีร์ไบเบิลซ้ำไปซ้ำมาในวัยเด็ก เนื่องจากเป็นหนังสือเล่มเดียวที่มีอยู่ในบ้านนั้นเอง

อับราฮัม ลินคอล์น เป็นอีกผู้หนึ่งที่สนับสนุนความคิดล้มเลิกระบบทาส เขาชอบความรุนแรงและเกลียดการทารุณกรรม ซึ่งสันนิษฐานกันว่าความรู้สึกนี้อาจมาจากความเจ็บปวดในวัยเยาว์ที่เคยถูกพ่อทุบตีให้ทำงานในไร่ แม้จะโตแล้วแต่ความรู้สึกนั้นยังคงอยู่และฝังลึกอยู่ภายในใจของเขาเสมอมา นอกจากนั้นก็ยังมีอีกหลายครั้งหลายคลาที่อับราฮัมมีโอกาสได้เห็นคนผิวขาวกระทำทารุณต่อทาสผิวดำ ซึ่งอับราฮัมไม่ค่อยชอบในสิ่งที่เห็นเลยยิ่งไปกว่านั้นสำหรับอับราฮัม ลินคอล์น ผู้เสพความรู้มากมายจากหนังสือแล้ว มีอย่างหนึ่งที่เขาได้อ่านได้ซึมซับและทำความเข้าใจกับมันอย่างถ่องแท้ นั้นคือคำประกาศอิสภาพของสหรัฐอเมริกา ซึ่งในวรรคหนึ่งได้กล่าวถึงสิทธิของมนุษย์ปัจเจกชลเอาไว้ว่า…

“…มนุษย์ทุกคนถูกสร้างขึ้นมาอย่าเท่าเทียมกันและพระผู้สร้างได้มอบสิทธิบางประการที่มิอาจเพิกถอนได้ให้แก่มนุษย์ นั้นคือ ชีวิต, เสรีภาพ และการแสวงหาความสุข”

สหรัฐอเมริกาก่อตั้งประเทศด้วยหลักสิทธิ เสรีภาพ และยึดมั่นในความเป็นประชาธิปไตย แต่กลับมีการซื้อขายทาสอย่างเสรีและผู้เป็นนายยังกระทำการเหยียบย่ำชีวิตเหล่านั้นด้วยความเหี้ยมโหด อับราฮัม ลินคอล์นจึงเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจและสวนทางอย่างสิ้นเชิงกับหลักการก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา ที่สำคัญปัญหานี้ยังทำให้เกิดความแตกแยกในประเทศอันเป็นที่รักของเขาด้วย ดังนั้นเมื่อผู้คัดค้านการค้าทาสได้รวมตัวกันก่อตั้งพรรครีพับลิกัน (Republican Party) ขึ้นใน ค.ศ.1854 อับราฮัม ลินคอล์น ก็เข้าร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกพรรคอย่างเป็นทางการใน ค.ศ.1856 และเพราะเขามีบุคลิกส่วนตัวที่น่าเคารพนับถือ มีความเรียบง่ายสมถะ และวาทศิลป์เป็นเลิศ พูดครั้งใดก็จับจิตจับใจผู้ฟังเมื่อนั้น พรรครีพับลิกันจึงเลือกให้อับราฮัม ลินคอล์นเป็นตัวแทนของพรรคเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีใน ค.ศ.1860 โดยชูนโยบายการเลิกทาสเป็นสำคัญ ซึ่งอับราฮัมก็สามารถคว้าชัยชนะมาได้และได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนที่ 16 แห่งสหรัฐอเมริกาในปีนั้นเอ

ประธานิธิบดีผู้ให้ชีวิตใหม่แก่เหล่าทาส

หลังได้รับตำแหน่งแล้ว งานหนักในฐานะประธานาธิบดีของอับราฮัมก็เริ่มขึ้นทันทีสถานการณ์ของฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ทวีความรุนแรงขึ้นโดยลำดับ มีการสู้รบเกิดขึ้นจนเรียกได้ว่าเป็นสงครามกลางเมืองซึ่งยืดเยื้ออยู่นานถึง 4 ปีและก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อสหรัฐอเมริกา ขณะที่ อับราฮัม ลินคอล์นตัดสินใจลงนามในประกาศยกเลิกทาส แม้เขาจะรู้ว่าการปลดปล่อยทาสครั้งนี้จะยังคงมีคลื่นใต้น้ำตามมา แม้เขาจะรู้ว่าความเกรี้ยวกราดจะยังคงอยู่ และแม้จะรู้ว่าตนเองนั่นละที่จะตกเป็นเป้าของความจงเกลียดจงชังนั้น แต่อับราฮัม ลินคอล์นก็มีความมุ่งมั่นที่จะรักษาเสรีภาพและความเสมอภาคไว้ในประเทศอันเป็นที่รักของเขา ที่สำคัญการยกเลิกทาสครั้งนี้จะนำฟ้าใหม่มาสู่ชีวิตของผู้ที่เคยตกนรกเพราะถูกขายมาเป็นทาสจำนวนมาก

หลังคำประกาศเลิกทาสแล้ว อับราฮัม ลินคอล์น อาจจะต้องดำเนินนโยบายเพื่อสมัครสมานฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ที่เคนแตกแยกและห้ำหั่นอย่างรุนแรงเข้าด้วยกันให้ได้ งานชิ้นนี้น่าจะเป็นงานหนักอีกชิ้นหนึ่งของประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์นเลยทีเดียว แต่ไม่ว่าอย่างไรก็คงต้องทำให้สำเร็จเนื่องจากเขาปรารถนาที่จะเห็นสหรัฐอเมริการวมกันเป็นปึกแผ่นและมีความเป็นเอกภาพอย่างแท้จริงมานานนักหนาแล้ว ทว่าน่าเสียดายที่หลังสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลงโดยที่ฝ่ายใต้ประกาศยอแพ้ได้ไม่กี่วัน อับราฮัม ลินคอล์น ก็ถูก จอห์น วิลก์ส บูต (John wilkes Booth)นักแสดงชายที่โกรธแค้นในนโยบายการเลิกทาสของเขาลอบสังหารขณะที่อับราฮัม ลินคอล์นกำลังนั่งดูละครกับภรรยาของเขาในห้องดูละครของโรงละครฟอร์ด เหตุลอบสังหารเกิดขึ้นในวันที่ 14 เมษายน ค.ศ.1868 แต่อับราฮัม ลินคอล์นได้เสียชีวิตในวันต่อมาคือวันที่ 15 เมษายน ในขณะที่มีอายุได้เพียง 56 ปี

แม้อับราฮัม ลินคอล์นจะจากไปก่อนวันอันสมควรด้วยเหตุที่ไม่สมควรเอาเสียเลย หากแต่คุณงามความดีที่เขาสร้างไว้แต่เพื่อนมนุษย์ยังคงปรากฏอยู่จนถึงทุกวันนี้ การต่อสู้เผื่อให้เกิดการเลิกทาสในสหรัฐอเมริกาไม่เพียงช่วยชีวิตและมอบเสรีภาพในฐานะมนุษย์คนหนึ่งให้แก่เหล่าทาสในอเมริกาเท่านั้น หากยังเป็นต้นแบบและส่งอิทธิพลผลักดันให้ประเทศอื่นๆในโลกนี้ต้องเลิกทาสตามไปด้วย

อีกสิ่งหนึ่งในตัวบุรุษผู้นี้ที่ผู้แสวงหาความสำเร็จในชีวิตสมควรเป็นแบบอย่างก็คือ การไม่ยอมแพ้ต่อความด้อยโอกาสของตนเอง แม้อับราฮัม ลินคอล์นจะแทบไม่ได้รับการศึกษาในโรงเรียนเลย แต่เขาก็สามารถสร้างตนเองไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้ หนังสือมอบเส้นทางที่แตกต่างให้แก่เขา ความใฝ่รู้ทำให้เขามองเห็นหนทางเหล่านั้นชัดเจนขึ้น และการแสวงหาประสบการณ์อย่างไม่กลัวเกรงทำให้การเดินทางไปสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จของเขาบรรลุผล และแล้ว… ความด้อยโอกาสก็เป็นเพียงเรื่องขี้ผงในอดีต ที่ไม่เห็นว่าจะสำคัญนักหนาเลย…

อับราฮัม ลินคอล์นได้กล่าวไว้

กฎที่แท้จริง ในการตัดสินใจว่าจะเลือกรับหรือไม่รับอะไรก็ตาม ไม่ใช่เพียงเพราะว่า “มันไม่ดี” แต่ต้องดูว่า “ส่วนที่ไม่ดี” นั้น มากกว่า”ส่วนที่ดี”หรือเปล่า “จุดที่ดี”หรือ”ไม่ดี”มีกี่จุด กฏนี้ใช้ได้กับทุกอย่าง โดยเฉพาะนโยบายรัฐบาล ทุกอย่างประกอบด้วยสององค์ประกอบที่แยกกันไม่ออก เพราะฉะนั้นเราก็ต้องชั่งน้ำหนักเอาเอง

I am a slow walker, but I never walk back.
• ข้าพเจ้าเป็นคนเดินช้า แต่ไม่เคยเดินถอยหลัง

• It is better to stay silent and let people think you are an idiot than to open your mouth and remove all doubt.
• การเงียบแล้วปล่อยให้ใครๆคิดว่าเราโง่ ดีกว่าเปิดปากแล้วข้อสงสัยกระจ่าง (ตรงตามสุภาษิตไทย “พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง”
• If I had six hours to chop down a tree, I’d spend the first four hours sharpening the axe.
• ถ้าข้าพเจ้ามีเวลา 6 ชั่วโมงในการตัดต้นไม้ จะเอา 4 ชั่วโมงไว้ ลับขวาน

• Be sure you put your feet in the right place, then stand firm.
• เมื่อแน่ใจว่ายืนอยู่ในที่ๆถูก ต้องยืนให้มั่น

Perhaps a man’s character is like a tree, an